วิชาธรรมวิภาคและคิหิปฏิบัติ ธรรมศึกษา ชั้นตรี

ธรรมวิภาค แบ่งออกเป็น 2 คำ ที่นำมาใช้บวกกัน คือ คำว่า ธรรมะ แปลว่า ธรรมชาติ หรือ ความเป็นจริงของโลก ในที่นี้ ขออธิบายตามหลักพุทธศาสนาที่ว่า ธรรมะ ก็คือ ข้อปฏิบัติที่ป้องกันบุคคลผู้ปฏฺิบัติมิให้ตกไปในทางชั่ว และ คำว่า วิภาค แปลว่า การแบ่ง หรือ การจำแนก แจกแจง แยกแยะ หมายถึง การแตกแยกย่อยออกไปเป็นหมวดหมู่เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดังนั้น ธรรมวิภาค ในที่นี้จึงมีความหมายว่า การจำแนกหมวดธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกเป็นหมวดหมู่ย่อย เพื่อใช้ในการศึกษาสำหรับนักธรรมและธรรมศึกษาให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นต่อไป

ทุกะ คือ หมวด 2

พหุปการธรรม ธรรมมีอุปการะมาก มี 2 ประการ คือ

1. สติ ความระลึกได้

  • หมายถึง การนึกขึ้นได้ก่อนที่จะทำ จะพูด จะคิด มิให้กิจนั้น ๆ ดำเนินไปสู่ทางที่ผิด
  • มีหน้าที่ คอยกำจัดความประมาทเลินเล่อ

2. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว

  • หมายถึง ความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาในสิ่งที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด มีความรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ
  • มีหน้าที่ กำจัดความโง่เขลา

 

โลกปาลธรรม ธรรมเป็นโลกบาลหรือธรรมคุ้มครองโลก มี 2 ประการ คือ

1. หิริ ความละอายแก่ใจ

  • หมายถึง ความละอายใจตัวเองในการทำความเลว ผิดต่อศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง
  • มีหน้าที่ ช่วยทำให้คนเกลียดความชั่ว ละอายใจที่จะทำ

2. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว

  • หมายถึง ความเกรงกลัวต่อผลของการทำบาปทุจริต
  • มีหน้าที่ ช่วยทำให้คนเกรงกลัว หรือ ไม่กล้าที่จะกระทำความผิด

โสภณธรรม ธรรมอันทำให้งาม มี 2 ประการ คือ

1. ขันติ ความอดทน

  • หมายถึง ความอดกลั้น ความมีใจหนักแน่น เพื่อที่จะให้บรรลุผลหรือเป้าหมายที่วางไว้
  • มีหน้าที่ อดทนต่อทุกข์ 4 ประเภท คือ อดทนต่อความตรากตรำ อดทนต่อทุกขเวทนา อดทนต่อความเจ็บใจ และ อดทนต่ออำนาจกิเลส

2. โสรัจจะ ความเสงี่ยม

  • หมายถึง ความข่มใจให้สงบเย็น ไม่แสดงอาการไม่พอใจออกมาภายนอก
  • มีหน้าที่ ข่มความโกรธภายในใจ และไม่แสดงออกทางกาย วาจา

ทุลลภบุคคล บุคคลหาได้ยาก มี 2 ประการ คือ

1. บุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน

  • หมายถึง บุคคลผู้ทำอุปการะแก่ผู้อื่นมาก่อน
  • ได้แก่ พ่อแม่, ครู, อุปัชฌาย์, พระเจ้าแผ่นดิน, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น

2. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วและตอบแทน

  • หมายถึง ผู้ที่ระลึกถึงบุญคุณที่ผู้อื่นเคยทำ เคยช่วยเหลือเกื้อกูลตน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เมื่อมีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณด้วยความเต็มใจ
  • ได้แก่ บุตร, ธิดา, ศิษย์, พสกนิกรหรือประชาชน, พุทธศาสนิกชน เป็นต้น

ติกะ คือ หมวด 3

รัตนะ แก้ว, ที่พึ่งอันสูงสุดของพุทธศาสนา มี 3 อย่าง คือ

1. พระพุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ธรรมคืออริยสัจ 4 ด้วยพระองค์เอง

2. พระธรรม คือ คำสั่งสอนที่เนื่องด้วยการปฏิบัติ มีหน้าที่ป้องกันผู้ปฏฺิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว

3. พระสงฆ์ หมายถึง ผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตาม

คุณของรัตนะ ความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มี 3 อย่าง คือ

1. พระพุทธเจ้า รู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม หมายถึง ตรัสรู้ธรรมคืออริยสัจ 4

2. พระธรรม ย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว

3. พระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วสอนผู้อื่นให้ตู้ตาม

โอวาทปาฎิโมกข์ หรือ โอวาทของพระพุทธเจ้า มี 3 อย่าง คือ

1. สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง ละชั่ว ทั้งทางกาย วาจา ใจ

2. กุสะลัสสูปะสัมปะทา ทำดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ

3. สะจิตตะปะริโยทะปะนัง จิตใส ปราศจากกิเลสเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง

ทุจริต ความประพฤติชั่ว มี 3 อย่าง คือ

1. กายทุจริต ประพฤติชั่วทางกาย ได้แก่ กายกรรม 3 คือ ผิดศีล ข้อที่ 1, 2 และ 3

2. วจีทุจริต ประพฤติชั่วทางวาจา ได้แก่ วจีกรรม 4 คือ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และ พูดเพ้อเจ้อ

3. มโนทุจริต ประพฤติชั่วทางใจ ได้แก่ มโนกรรม 3 คือ โลภะ พยาบาท และ มิจฉาทิฏฐิ (ข้อนี้สำคัญสุด)

สุุจริต ความประพฤติดี มี 3 อย่าง คือ

1. กายสุุจริต ประพฤติดีทางกาย ได้แก่ กายกรรม 3 คือ ไม่ผิดศีล ข้อที่ 1, 2 และ 3

2. วจีสุริต ประพฤติดีทางวาจา ได้แก่ วจีกรรม 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และ ไม่พูดเพ้อเจ้อ

3. มโนสุุจริต ประพฤติดีทางใจ ได้แก่ มโนกรรม 3 คือ ไม่โลภ ไม่พยาบาท และ สัมมาทิฏฐิ (ข้อนี้สำคัญสุด)

ทุจริต ความประพฤติชั่ว มี 3 อย่าง คือ

1. กายทุจริต ประพฤติชั่วทางกาย ได้แก่ กายกรรม 3 คือ ผิดศีล ข้อที่ 1, 2 และ 3

2. วจีทุจริต ประพฤติชั่วทางวาจา ได้แก่ วจีกรรม 4 คือ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และ พูดเพ้อเจ้อ

3. มโนทุจริต ประพฤติชั่วทางใจ ได้แก่ มโนกรรม 3 คือ โลภะ พยาบาท และ มิจฉาทิฏฐิ (ข้อนี้สำคัญสุด)

อกุศลมูล มูลเหตุของการทำชั่ว มี 3 อย่าง คือ

1. โลภะ อยากได้ของเขา กำจัดได้ด้วย ทาน คือ การบริจาค

2. โทสะ จิตคิดประทุษร้ายเขา กำจัดได้ด้วย เมตตา มีความรักความปรารถนาดี

3. โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง กำจัดได้ด้วย ปัญญา พิจารณาให้เห็นจริงในทุกสิ่ง

กุศลมูล มูลเหตุของการทำดี มี 3 อย่าง คือ

1. อโลภะ ไม่อยากได้ของเขา

2. อโทสะ จิตที่ไม่คิดประทุษร้ายเขา

3. อโมหะ ความไม่หลงงมงาย

สัปปุริสบัญญัติ ข้อที่สัตบุรุษ (คนดี) ตั้งไว้ มี 3 อย่าง คือ

1. ทาน การให้และแบ่งปัน มี 2 ประเภท คือ อามิสทาน การให้ส่ิงของเป็นทาน และ ธรรมทาน การให้ปัญญาถูกต้องเป็นทาน

2. ปัพพัชชา การบวชหรือถือศีล

3. มาตาปิตุอุปัฏฐาน การปฏิบัติดูแลมารดาบิดาให้มีความสุข

บุญกิริยาวัตถุ วิธีทำบุญ มี 3 อย่าง คือ

1. ทานมัย การทำบุญด้วยการให้ทาน

2. สีลมัย การทำบุญด้วยการรักษาศีล

3. ภาวนามัย การทำบุญด้วยการอบรมจิตใจ

จตุกกะ คือ หมวด 4

วุฑฒิ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ มี 4 อย่าง คือ

1. สัปปุริสสังเสวะ หมายถึง การคบหากับสัตบุรุษ

2. สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง การตั้งใจฟังคำสั่งสอนของสัตบุรุษที่คบหาด้วยความเคารพตั้งใจ

3. โยนิโสมนสิการ หมายถึง เมื่อกำหนดจดจำได้แล้วก็นำมาไตร่ตรอง

4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม

จักร ธรรมดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ มี 4 อย่าง คือ

1. ปฏิรูปเทสวาสะ หมายถึง การอยู่ในประเทศอันสมควร

2. สัปปุริสูปัสสยะ หมายถึง หมายถึง การคบหาคนดี

3. อัตตสัมมาปณิธิ หมายถึง การตั้งตนทั้งส่วนกายและใจไว้ในทางที่ชอบ

4. ปุพเพกตปุญญตา หมายถึง บุญหรือความดีที่ได้เคยทำไว้ในอดีต

อคติ ความลำเอียง, ไม่เป็นกลาง, ไม่มีความยุติธรรม แปลว่า ทางที่ไม่ควรไป, ไม่ควรถึง เป็นธรรมที่ทำให้คนขาดจากความเป็นผู้ใหญ่ มี 4 อย่าง คือ

1. ฉันทาคติ หมายถึง ลำเอียงเพราะรัก

2. โทสาคติ หมายถึง ลำเอียงเพราะไม่พอใจ

3. โมหาคติ หมายถึง ลำเอียงเพราะหลงงมงาย

4. ภยาคติ หมายถึง ลำเอียดเพราะเกรงกลัว

ปธาน ความเพียร หมายถึง ความเพียรที่ควรตั้งไว้ในใจ มี 4 อย่าง คือ

1. สังวรปธาน หมายถึง เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน

2. ปหานปธาน หมายถึง เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

3. ภาวนาปธาน หมายถึง เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน

4. อนุรักขนาปธาน หมายถึง เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม

อธิษฐานธรรม ธรรมเป็นฐานสร้างชีวิต หมายถึง ธรรมเป็นฐานมั่นของชีวิต มี 4 อย่าง คือ

1. ปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ ทั้งทางโลก และ ทางธรรม

2. วิริยะ หมายถึง ความเพียร อันเป็นธรรมกำจัดความเกียจคร้าน

3. จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใส่ในงานที่กระทำ

4. วิมังสา หมายถึง ความหมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผลในงานที่ทำ

ความไม่ประมาท แปลว่า ความอยู่โดยไม่ปราศจากสติ มี 4 อย่าง คือ

1. ละกายทุจริต หมายถึง การงดทำชั่วทางกาย

2. ละวจีทุจริต หมายถึง การงดทำชั่วทางวาจา

3. ละมโนทุจริต หมายถึง การงดทำชั่วทางใจ

4. ละความเห็นผิด หมายถึง การงดความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูกต้อง

ความประมาท แปลว่า ความขาดสติยั้งคิด ตรงกับคำว่า ความชะล่าใจ ใจลอย ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มี 4 อย่าง คือ

1. ระวังใจไม่ให้กำหนัด ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

2. ระวังใจไม่ให้ขัดเคือง ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง

3. ระวังใจไม่ให้หลง ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง

4. ระวังใจไม่ให้มัวเมา ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

พรหมวิหารธรรม แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม, คุณธรรมสำหรับผู้เป็นใหญ่ มี 4 อย่าง คือ

1. เมตตา หมายถึง ความปรารถนาดีอยากให้เขามีสุข

2. กรุณา หมายถึง ความสงสารอยากช่วยให้เขาพ้นทุกข์

3. มุทิตา หมายถึง ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี

4. อุเบกขา หมายถึง ความปล่อยวาง, การวางตนเป็นกลาง

อริยสัจ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มี 4 อย่าง คือ

1. ทุกข์ หมายถึง สภาพที่ทนได้ยาก

  • ทุกข์ มี 2 คือ (1) สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำ ได้แก่ ชาติ ชรา และ มรณะ (2) ปกิณณกทุกข์ ทุกข์จร ได้แก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ สัมปโยคะ วิปปโยคะ และ อลาภะ
  • ทุกข์ อีก 2 ประเภท คือ กายิกทุกข์ ทุกข์ทางกาย และ เจตสิกทุกข์ ทุกข์ทางใจ

2. สมุทัย หมายถึง เหตุให้เกิดทุกข์

  • ตัณหา มี 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา

3. นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์

4. มรรค หมายถึง หนทางให้ถึงความดับทุกข์ มีองค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ และ จัดลงในไตรสิกขา ดังนี้ ข้อที่ 1,2 จัดลงใน ปัญญา ข้อที่ 3,4,5 จัดลงใน ศีล ข้อที่ 6,7,8 จัดลงใน สมาธิ

ปัญจกะ คือ หมวด 5

อนันตริยกรรม กรรมอันหาระหว่างมิได้ มี 5 ประการ คือ

1. มาตุฆาต ฆ่ามารดา

2. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา

3. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์

4. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้า

5. สังฆเภท ทำให้สงฆ์แตกกัน

อภิณหปัจจเวกขณ์ ข้อปฏิบัติที่ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ มี 5 ประการ คือ

1. ชราธัมโมมหิ ควรพิจารณาเนืองๆว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

2. พยาธิธัมโมมหิ ควรพิจารณาเนืองๆว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้

3. มรณธัมโมมหิ ควรพิจารณาเนืองๆว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

4. สัพเพหิ เม ปิเยหิ มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว ควรพิจารณาเนืองๆว่า เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

5. กัมมสโกมหิ กัลยาณัง วา ปาปกัง วา ตัสสะ ทายาโท ภวิสสามิ ควรพิจารณาเนืองๆว่า เราต่างมีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว

ธัมมัสสวนานิสงส์ อานิสงส์ของการฟังธรรม มี 5 ประการ ซึ่งตรงกับพุทธสุภาษิตว่า "สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง ผู้ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา"

1. ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

2. สิ่งที่เคยฟังแต่ไม่เข้าใจ ย่อมเข้าใจ

3. คลายความสงสัย

4. ทำความเห็นให้ถูกต้อง

5. จิตผ่องใสแล้ว

พละ หรือ อินทรีย์ กำลัง มี 5 ประการ คือ

1. สัทธา ความเชื่อ กำจัดธรรมที่เป็นข้าศึก คือ อสัทธิยะ ความไม่เชื่อ

2. วิริยะ ความเพียร กำจัดธรรมที่เป็นข้าศึก คือ โกสัชชะ ความเกียจคร้าน

3. สติ ความระลึกได้ กำจัดธรรมที่เป็นข้าศึก คือ ปมาทะ ความประมาท

4. สมาธิ ความตั่งใจมั่น กำจัดธรรมที่เป็นข้าศึก คือ นิวรณธรรม เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี

5. ปัญญา ความรอบรู้ กำจัดธรรมที่เป็นข้าศึก คือ โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง

ขันธ์ กอง, ส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต เรียกอีกอย่างว่า เบญจขันธ์ มี 5 ประการ คือ

1. รูป ร่างกาย

2. เวทนา ความรู้สึก

3. สัญญา ความจำ

4. สังขาร ความคิดปรุงแต่ง

5. วิญญาณ ความรู้

ฉักกะ คือ หมวด 6

คารวธรรม ความเคารพสิ่งที่ควรเคารพ มี 6 ประการ คือ

1. พุทธคารวตา ความเคารพในพระพุทธเจ้า

2. ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรม

3. สังฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ์

4. สิกขาคารวตา ความเคารพในการศึกษา

5. อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท

6. ปฏิสันถารคารวตา ความเคารพในปฏิสันถาร หรือการต้อนรับ

สาราณียธรรม ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง, ธรรมผสานไมตรีในหมู่คณะ มี 6 ประการ คือ

1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา

2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา

3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา

4. แบ่งปันลาภที่ได้มาไม่หวงไว้บริโภคผู้เดียว

5. รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกัน

6. มีความเห็นร่วมกันกับผู้อื่น

สัตตกะ คือ หมวด 7

อริยทรัพย์ ทรัพย์อันประเสริฐ มี 7 ประการ คือ

1. สัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ

2. สีล มีศีล

3. หิริ ละอายบาป

4. โอตตัปปะ กลัวต่อบาป

5. พาหุสัจจะ ศึกษามาก

6. จาคะ เสียสละ

7. ปัญญา รอบรู้

* จัดลงในไตรสิกขา ได้ 2 สิกขา คือ สีล หิริ โอตตัปปะ และ จาคะ จัดเป็น สีลสิกขา, ส่วน สัทธา พาหุสัจจะ และ ปัญญา จัดเป็น ปัญญาสิกขา

สัปปุริสธรรม มี 7 ประการ คือ

1. ธัมมัญญุตา รู้เหตุ

2. อัตถัญญุตา รู้ผล

3. อัตตัญญุตา รู้ตน

4. มัตตัญญุตา รู้ประมาณ

5. กาลัญญุตา รู้กาล

6. ปริสัญญุตา รู้ชุมชนหรือสังคม

7. ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้เลือกคบคนรอบรู้

อัฏฐกะ คือ หมวด 8

อริยทรัพย์ ทรัพย์อันประเสริฐ มี 8 ประการ คือ

อิฏฐารมณ์ สิ่งที่น่าปรารถนา อนิฏฐารมณ์ สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา
คู่ที่ 1 มีลาภ เสื่อมลาภ
คู่ที่ 2 มียศ เสื่อมยศ
คู่ที่ 3 สรรเสริญ นินทา
คู่ที่ 4 สุข ทุกข์

ทสกะ คือ หมวด 10

บุญกิริยาวัตถุ วิธีสร้างบุญ มี 10 ประการ คือ

1. ทานมัย การให้ทาน

2. สีลมัย การรักษาศีล

3. ภาวนามัย การบำเพ็ญภาวนา หรือทำสมาธิ

4. อปจายนมัย ความอ่อนน้อมถ่อมตน

5. เวยยาวัจจมัย การทำบุญด้วยช่วยขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ถูกต้อง

6. ปัตติทานมัย การทำบุญด้วยการให้ส่วนบุญ

7. ปัตตานุโมทนามัย การทำบุญด้วยการอนุโมทนาบุญ

8. ธัมมัสสวนมัย การทำบุญด้วยการฟังธรรม

9. ธัมมเทสนามัย การทำบุญด้วยการแสดงธรรม

10. ทิฏฐุชุกัมม์ การทำบุญด้วยด้วยการทำความเห็นให้ตรง หรือ ถูกต้อง

* จัดลงในบุญกิริยาวัตถุ 3 คือ ข้อทานมัย ปัตติทานมัย ธัมมเทสนามัย จัดเป็น ทานมัย, ข้อสีลมัย อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย จัดเป็น สีลมัย, ส่วนข้อภาวนามัย ปัตตานุโมทนามัย ธัมมัสสวนมัย และ ทิฏฐุชุกัมม์ จัดเป็น ภาวนามัย

คิหิปฏิบัติ แปลว่า ข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์

จตุกกะ คือ หมวด 4

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ธรรมที่ทำให้ได้ประโยชน์ในชาตินี้ เรียกอีกอย่างว่า หัวใจเศรษฐี มี 4 อย่าง คือ

1. อุฏฐานสัมปทา ขยันหา

2. อารักขสัมปทา รักษาดี

3. กัลยาณมิตตตา มีกัลยาณมิตร หรือ เพื่อนดี

4. สมชีวิตา ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

สัมปรายิกัตถประโยชน์ ธรรมที่ทำให้ได้ประโยชน์ในชาติหน้า มี 4 อย่าง คือ

1. สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา

2. สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล

3. จาคสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค

4. ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา

มิตรปฏิรูป คนเทียมมิตร หรือ มิตรเทียมมิใช่มิตรแท้ มี 4 อย่าง คือ

1. คนปอกลอก มีลักษณะ 4 คือ คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เสียน้อยหวังเอามาก เมื่อมีภัยจึงรับทำกิจของเพื่อน และ คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

2. คนดีแต่พูด มีลักษณะ 4 คือ เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรรัย อ้างแต่ของยังไม่มีมาปราศรัย สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้ และ ออกปากพึ่งมิได้

3. คนหัวประจบ มีลักษณะ 4 คือ จะทำชั่วก็คล้อยตาม จะทำดีก็คล้อยตาม ต่อหน้าสรรเสริญ และ ลับหลังนินทา

4. คนชักชวนในทางฉิบหาย มีลักษณะ 4 คือ ชักชวนดื่มน้ำเมา ชักชวนเที่ยวกลางคืน ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น และ ชักชวนเล่นการพนัน

มิตรแท้ มิตรมีความจริงใจต่อกัน มี 4 อย่าง คือ

1. มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ 4 คือ ป้องกันเพื่อนผู้ประมาท ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อน เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพิงได้ และ เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก

2. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มีลักษณะ 4 คือ เปิดเผยจริงใจต่อเพื่อน ปิดความลับของเพื่อนมิให้แพร่งพราย ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ และ แม้ชีวิตอาจสละแทนได้

3. มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ 4 คือ ห้ามไม่ให้ทำชั่ว แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง และ บอกทางสวรรค์ให้

4. มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะ 4 คือ ทุกข์ๆด้วย สุขๆด้วย โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน และ รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน

สังคหวัตถุ ธรรมเครื่องสงเคราะห์ต่อกัน มี 4 อย่าง คือ

1. ทาน ให้ปันสิ่งของๆตนแก่คนอื่น

2. ปิยวาจา เจรจาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน

3. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

4. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว

ฆราวาสธรรม หลักของการครองเรือน หรือ ธรรมสำหรับฆราวาส มี 4 อย่าง คือ

1. สัจจะ ความซื่อสัตย์

2. ทมะ ความข่มใจ

3. ขันติ ความอดทน

4. จาคะ ความเสียสละ

ปัญจกะ คือ หมวด 5

มิจฉาวณิชชา การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม มี 5 ประการ คือ

1. ค้าขายเครื่องประหาร

2. ค้าขายมนุษย์

3. ค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าทำอาหาร

4. ค้าขายน้ำเมา

5. ค้าขายยาพิษ

อุปาสกธรรม สมบัติของอุบาสก หมายถึง ชายหรือหญิงผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย มี 5 ประการ คือ

1. เป็นผู้มีศรัทธา

2. เป็นผู้มีศีล

3. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว

4. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา

5. บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา

ฉักกะ คือ หมวด 6

ทิศ หลักการปฏิบัติตนต่อคนตามฐาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในสิงคาโลวาทสูตร มี 6 ประการ คือ

1. ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดามารดา

มารดาบิดา มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • ห้ามมิให้ทำความชั่ว
  • แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
  • ให้ศึกษาศิลปวิทยา
  • หาคู่ครองที่สมควรให้
  • มอบทรัพย์มรดกให้ในสมัย

บุตรธิดา มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • ท่านเลี้ยงเรามาต้องเลี้ยงท่านตอบ
  • ช่วยทำกิจการงานของท่าน
  • ดำรงรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล
  • ประพฤติตนให้ดีเหมาะสมที่จะรับทรัพย์มรดก
  • เมื่อท่านถึงแก่กรรม ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

2. ทักขิณทิส ทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์

ครูอาจารย์ มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • แนะนำดี
  • ให้เรียนดี
  • สอนความรู้ให้หมด
  • ยกย่องความดีของศิษย์ให้ปรากฎ
  • ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย

ศิษย์ มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • ลุกขึ้นยืนต้อนรับ
  • เข้าไปคอยรับใช้
  • เชื่อฟัง
  • อุปัฏฐาก
  • เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

3. ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตร ภรรยา

ภรรยา มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • จัดการงานดี
  • สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี
  • ไม่ประพฤตินอกใจสามี
  • รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
  • ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

สามี มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • ให้เกียรติภรรยา
  • ไม่ดูหมิ่น
  • ไม่นอกใจ
  • มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้
  • ให้เครื่องแต่งตัว

4. อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตรสหาย

หน้าที่เพื่อน มี 5 ประการ คือ

  • เผื่อแผ่ให้แบ่งปัน
  • เจรจาถ้อยคำไพเราะ
  • ประพฤติสิ่งที่มีประโยชน์
  • ทำตัวดีเสมอต้นเสมอปลาย
  • ซื่อสัตย์ จริงใจ

หน้าที่ต่อเพื่อน มี5 ประการ คือ

  • รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
  • รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
  • ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
  • นับถือญาติวงศ์ของมิตร

5. เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องต่ำ ได้แก่ บ่าว ไพร่

บ่าวไพร่ มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย
  • เลิกงานทีหลังนาย
  • ถือเอาของที่นายให้
  • ทำการงานให้ดีขึ้น
  • นำความคิดของนายไปสรรเสริญ

นายจ้าง มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • มอบงานพอเหมาะให้
  • ให้โบนัสหรือรางวัล
  • รักษาพยาบาลยามเจ็บไข้
  • ให้ของพิเศษในบางคราว
  • ให้โอกาสพักผ่อน

6. อุปริมทิส ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณะ พราหมณ์

สมณะ พราหมณ์ มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • ห้ามมิให้ทำความชั่ว
  • แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
  • ให้ศึกษาศิลปวิทยา
  • หาคู่ครองที่สมควรให้
  • มอบทรัพย์มรดกให้ในสมัย

ศาสนิกชน มีหน้าที่ 5 ประการ คือ

  • ทำอะไรก็ทำด้วยเมตตา
  • พูดอะไรก็พูดด้วยเมตตา
  • คิดอะไรก็คิดด้วยเมตตา
  • ยินดีต้อนรับเข้าบ้านเรือน
  • ให้อามิสทาน

อบายมุข ทางแห่งความเสื่อม มี 6 ประการ คือ

1. ดื่มน้ำเมา

2. เที่ยวกลางคืน

3. เที่ยวดูการละเล่น

4. เล่นการพนัน

5. คบคนชั่วเป็นมิตร

6. เกียจคร้านทำการงาน

ขึ้นด้านบนสุด